วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2560

พละ ๑๐

พละ ๑๐ สัทธาพละ
วิริยพละ
สติพละ
สมาธิพละ
ปัญญาพละ
หิริพละ
โอตตัปปพละ
ปฏิสังขานพละ
ตถาคตพละ


เพราะ อรรถว่ากระไร ฯ ชื่อว่า สัทธาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา
ชื่อว่า วิริยพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในความเกียจคร้าน
ชื่อว่า สติพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในความประมาท
ชื่อว่า สมาธิพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในอุทธัจจะ
ชื่อว่า ปัญญาพละ เพราะอรรถว่าไม่หวั่นไหวไปในอวิชชา
ชื่อว่า หิริพละ เพราะอรรถว่า ละอายอกุศลธรรมอันลามก
ชื่อว่า โอตตัปปพละ เพราะอรรถว่า เกรงกลัวอกุศลธรรมอันลามก
ชื่อว่า ปฏิสังขานพละ เพราะอรรถว่า พิจารณากิเลสทั้งหลายด้วยญาณ
ชื่อว่า ภาวนาพละ เพราะอรรถว่าธรรมทั้งหลายที่เกิดในภาวนานั้นมีกิจเป็นอันเดียวกัน ชื่อว่า อนวัชชพละ เพราะอรรถว่า ในเนกขัมมะนั้นไม่มีโทษน้อยหนึ่ง
ชื่อว่าสังคาหพละ เพราะอรรถว่าพระโยคาวจรย่อมสะกดจิตไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้น นั้น
ชื่อว่าขันติพละเพราะอรรถว่า เนกขัมมะเป็นต้นย่อมอดทนต่อนิวรณ์มีกามฉันทะเป็นต้น ชื่อว่าปัญญัตติพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรตั้งจิตไว้ด้วยเนกขัมมะเป็นต้น
ชื่อว่า นิชฌัตติพละ เพราะอรรถว่าพระโยคาวจรย่อมเพ่งจิตด้วยเนกขัมมะเป็นต้น
ชื่อว่า อิสริยพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมให้จิตเป็นไปตามอำนาจด้วยเนกขัมมะเป็นต้น
ชื่อว่า อธิษฐานพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมตั้งจิตไว้มั่นด้วยเนกขมมะเป็นต้น ชื่อว่า สมถพละ เพราะอรรถว่า จิตมีอารมณ์เดียวด้วยเนกขัมมะเป็นต้น
ชื่อว่า วิปัสสนาพละ เพราะอรรถว่า พระโยคาวจรย่อมพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในภาวนานั้น
ชื่อว่าเสกขพละ เพราะอรรถว่า พระเสขะยังต้องศึกษาในสัมมาทิฐิเป็นต้นนั้น
ชื่อว่าอเสกขพละ เพราะความที่พระอเสขะศึกษาในสัมมาทิฐิเป็นต้นนั้นเสร็จแล้ว
ชื่อว่าขีณาสวพละ เพราะอรรถว่า อาสวะทั้งหลายสิ้นไปแล้วด้วยความเห็นด้วยดีนั้น
ชื่อว่าอิทธิพละ เพราะอรรถว่า ฤทธิ์ย่อมสำเร็จเพราะการอธิษฐานเป็นต้น เพราะเหตุแห่งการประกอบโดยชอบในส่วนนั้นๆชื่อว่าตถาคตพละ เพราะอรรถว่าเป็นกำลังหาประมาณมิได้ ฉะนี้แล ฯ
ข้อมูลจาก http://etipitaka.com/search/

วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

สังโยชน์ ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ มี 10 อย่าง

สังโยชน์ (บาลีsamyojana) คือ กิเลสที่ผูกมัดใจสัตว์, ธรรมที่มัดสัตว์ไว้กับทุกข์ หรือกิเลสเครื่องร้อยรัดจิตใจให้จมในวัฏฏะ มี 10 อย่าง คือ
  • ก. โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 ได้แก่
    • 1. สักกายทิฏฐิ - มีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา มีความยึดมั่นถือมั่นในระดับหนึ่ง
    • 2. วิจิกิจฉา - มีความสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย คือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
    • 3. สีลัพพตปรามาส - ความถือมั่นศีลพรต โดยสักว่าทำตามๆ กันไปอย่างงมงาย เห็นว่าจะบริสุทธิ์หลุดพ้นได้เพียงด้วยศีลและวัตร หรือนำศีลและพรตไปใช้เพื่อเหตุผลอื่น ไม่ใช่เพื่อเป็นปัจจัยแก่การสิ้นกิเลส เช่นการถือศีลเพื่อเอาไว้ข่มไว้ด่าคนอื่น การถือศีลเพราะอยากได้ลาภสักการะเป็นต้น ซึ่งรวมถึงความเชื่อถือในพิธีกรรมที่งมงายด้วย
    • 4. กามราคะ - มีความติดใจในกามคุณ
    • 5. ปฏิฆะ - มีความกระทบกระทั่งในใจ
  • ข. อุทธัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องสูง 5 ได้แก่
    • 6. รูปราคะ - มีความติดใจในวัตถุหรือรูปฌาน
    • 7. อรูปราคะ - มีความติดใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนามธรรมทั้งหลาย
    • 8. มานะ - มีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนหรือคุณสมบัติของตน
    • 9. อุทธัจจะ - มีความฟุ้งซ่าน
    • 10. อวิชชา - มีความไม่รู้จริง
พระโสดาบัน ละสังโยชน์ 3 ข้อต้นได้คือ หมดสักกายทิฏฐิ,วิจิกิจฉาและสีลัพพตปรามาส
พระสกทาคามี ทำสังโยชน์ข้อ 4 และ 5 คือ กามราคะและปฏิฆะ ให้เบาบางลงด้วย
พระอนาคามี ละสังโยชน์ 5 ข้อแรกได้หมด
พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง 10 ข้อ


https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C

วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2558

บุคคล ๑๐ จำพวกนี้ อันภิกษุไม่ควรไหว้

ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๑๐ จำพวกนี้ อันภิกษุไม่ควรไหว้
คือ
อันภิกษุผู้อุปสมบทก่อนไม่ควรไหว้ภิกษุผู้อุปสมบทภายหลัง ๑
ไม่ควรไหว้อนุปสัมบัน ๑ 
ไม่ควรไหว้ภิกษุนานาสังวาสผู้แก่กว่า แต่ไม่ใช่ธรรมวาที ๑ 
ไม่ควรไหว้มาตุคาม ๑ 
ไม่ควรไหว้บัณเฑาะก์ ๑
 ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้อยู่ปริวาส ๑
 ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรชักเข้าหาอาบัติเดิม ๑ 
ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรมานัต ๑ 
ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ประพฤติมานัต ๑
 ไม่ควรไหว้ภิกษุผู้ควรอัพภาน ๑
             บุคคล ๑๐ จำพวกนี้แล อันภิกษุไม่ควรไหว้ ฯ

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------



มาตุคาม   หมายถึง ผู้หญิง,เพศหญิง,หญิง


อัพภาน[อับพาน] น. การชักกลับมา, ในวินัยหมายถึง การรับภิกษุผู้ต้อง อาบัติสังฆาทิเสส และได้ถูกทําโทษคือ อยู่ปริวาสแล้วให้กลับคืน เป็นผู้บริสุทธิ์, การสวดประกาศเรื่องนี้ เรียกว่า สวดอัพภาน. (ป.). http://dict.longdo.com/search/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%99 อัพภาน คือ การที่สงฆ์เรียกเข้าหมู่ 

วันอังคารที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2558

กิเลสวัตถุ ๑๐


ทสกนิเทศ ในทสกมาติกาเหล่านั้น กิเลสวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน กิเลสวัตถุ ๑๐ คือ โลภะ

โทสะ

โมหะ

มานะ

ทิฏฐิ

วิจิกิจฉา

ถีนะ

อุทธัจจะ

อหิริกะอโนตตัปปะ

เหล่านี้เรียกว่า กิเลสวัตถุ ๑๐

อาฆาตวัตถุ ๑๐

อาฆาตวัตถุ ๑๐ เป็นไฉน อาฆาตวัตถุ ๑๐ คือ ๑. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่เราแล้ว ๒. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่เรา ๓. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่เรา ๔. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอ ของเราแล้ว ๕. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักเป็นที่ชอบ พอของเรา ๖. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความเสื่อมเสียแก่คนผู้เป็นที่รักที่ชอบพอ ของเรา ๗. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบพอ ของเราแล้ว ๘. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบ พอของเรา ๙. ความอาฆาตเกิดขึ้นด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำประโยชน์แก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็นที่ชอบ พอของเรา ๑๐. ความอาฆาตเกิดขึ้นในฐานะอันไม่ควร เหล่านี้เรียกว่า อาฆาตวัตถุ ๑๐

วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

อริยวาส ๑๐


อริยวาส ๑๐ คือ 
ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละองค์ ๕ ได้แล้ว
ประกอบด้วยองค์ ๖ มีธรรมอย่างเดียวเป็นเครื่องรักษา 
มีธรรมเป็นพนักพิง ๔ ด้าน มีสัจจะเฉพาะอย่างอันบรรเทาแล้ว มีความแสวงหาทุกอย่างอันสละแล้วโดยชอบมีความดำริไม่ขุ่นมัว มีกายสังขารอันระงับแล้วมีจิตหลุดพ้นดีแล้ว มีปัญญาหลุดพ้นดีแล้ว ฯ

http://etipitaka.com/read?keywords=%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%93&language=thai&number=284&volume=11#

มิจฉัตตะ ๑๐(ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรละ)



ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรละเป็นไฉน

ได้แก่

มิจฉัตตะ ๑๐ คือ

ความเห็นผิด ความดำริผิด

เจรจาผิด

การงานผิด

เลี้ยงชีพผิด

พยายามผิด

ระลึกผิด

ตั้งใจผิด

ความรู้ผิด

ความพ้นผิด ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้ควรละ ฯ

ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน



ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรกำหนดรู้เป็นไฉน ได้แก่


อายตนะ ๑๐ คือ 

นัยน์ตา 

รูป

หู

เสียง 

จมูก 

กลิ่น 

ลิ้น 

รส 

กาย 

โผฏฐัพพะ 

ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้ควรกำหนดรู้ ฯ




http://etipitaka.com/read?keywords=%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%93&language=thai&number=284&volume=11#

ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรให้เจริญเป็นไฉน



ธรรม ๑๐ อย่างที่ควรให้เจริญเป็นไฉน

ได้แก่แดนแห่งกสิณ ๑๐ คือ

ผู้หนึ่งย่อมจำปฐวีกสิณได้ ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับหาประมาณมิได้
ผู้หนึ่งย่อมจำอาโปกสิณได้ ...
ผู้หนึ่งย่อมจำเตโชกสิณได้ ... 
ผู้หนึ่งย่อมจำวาโยกสิณได้ ... 
ผู้หนึ่งย่อมจำนีลกสิณได้ ... 
ผู้หนึ่งย่อมจำปีตกสิณได้ ... 
ผู้หนึ่งย่อมจำโลหิตกสิณได้ ... 
ผู้หนึ่งย่อมจำโอทาตกสิณได้ ... 
ผู้หนึ่งย่อม จำอากาสกสิณได้
ผู้หนึ่งย่อมจำวิญญาณกสิณได้ 
ทั้งเบื้องบนเบื้องล่างเบื้องขวาง ตามลำดับหาประมาณมิได้
 ธรรม ๑๐ อย่างเหล่านี้ควรให้เจริญ ฯ

http://etipitaka.com/read?keywords=%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%93&language=thai&number=284&volume=11#

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ทาน ๑๐ อย่างที่ไม่ควรให้

ทาน ๑๐ อย่างที่ไม่ควรให้
๑. หญิงให้เมถุนธรรมเป็นทาน
๒. ปล่อยโคตัวผู้เข้าไปในฝูงแม่โคเพื่อเมถุนธรรม
๓. ให้น้ำเมา คือสุราเมรัยเป็นทาน
๔. ให้รูปเขียน อันประกอบด้วยเมถุนธรรมเป็นทาน
๕. ให้ศาตราวุธเป็นทาน
๖. ให้ยาพิษเป็นทาน
๗. ให้โซ่ตรวน ขื่อคา เป็นทาน
๘. ให้ไก่เพื่อให้เขาไปฆ่า
๙. ให้สุกรเพื่อให้เขาไปฆ่า
๑๐. ให้ทานเครื่องตวง ตาชั่ง ทะนาน เพื่อใช้โกง
เหล่านี้ บัณฑิตไม่สรรเสริญ ทำให้ผู้ให้ให้แล้วไปสู่อบาย


https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=373815496062205&id=222085381235218&substory_index=0

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

อกุศลกรรมบถ ๑o

๑. ปาณาติบาต ( ฆ่าสัตว์ , เบียดเบียนสัตว์ )
๒. อทินนาทาน ( ลักทรัพย์ )
๔. มุสาวาท ( พูดโกหก )
๕. ปิสุณาวาท ( พูดส่อเสียด )
๖. ผรุสวาท ( กล่าวคำหยาบ )
๗. สัมผัปปลาปะ ( กล่าวคำเพ้อเจ้อ )
๘. อภิชฌา ( อยากได้ของผู้อื่น )
๙. พยาบาท ( ผูกใจเจ็บ )
๑o. มิจฉาทิฏฐิ ( ความเห็นผิด )

http://board.palungjit.com/f8/%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%9B-%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A8%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%96-10-a-157223.html

กุศลกรรมบถ10

กุศลกรรมบถ หมายถึง ทางแห่งกรรมดี,ทางทำดี, ทางแห่งกรรมที่เป็นกุศล, กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่ความสุขความเจริญหรือสุคติ (wholesome course of action) เป็นธรรมส่วนสุจริต 10 ประการ จึงเรียกชื่อว่า กุศลกรรมบถ 10
คำว่า กรรมบถ (อ่านว่า กำมะบด) แปลว่า ทางแห่งกรรม คือ การกระทำที่เข้าทางเป็นกรรมหรือที่นับว่าเป็นกรรม หมายถึง ทางแห่งกุศลกรรม คือการกระทำที่นับว่าเป็นความดีได้แก่
  • ที่เป็นกายกรรม มี 3 อย่าง คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม
  • ที่เป็นวจีกรรม มี 4 คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ
  • ที่เป็นมโนกรรม มี 3 คือ ไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่พยาบาทปองร้าย เห็นชอบตามคลองธรรม (สัมมาทิฐิ)

 http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A8%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0%B8%96


ประพฤติดีด้วยกาย 3 ประเภท
ประพฤติดีด้วยกาย นั้นชื่อว่า กายกรรม คือ ทำกิจการงานด้วยกายอย่าให้ทุกข์เกิดขึ้นแก่ผู้อื่น กายกรรมที่ให้เกิดทุกข์แก่ผู้อื่นนั้น มี 3 ประการ
  1. คือ อย่าเบียดเบียนร่างกายของท่าน คือ อย่าฆ่า อย่าฟัน อย่าทุบ อย่าตี ร่างกายของท่านผู้อื่นโดยที่สุด เว้นถึงสัตว์ติรัจฉานได้ยิ่งเป็นการดี ตรงภาษาบาลีที่ว่า ปาณาติปาตาเวรมณี ฯ
  2. คือ อย่าเบียดเบียนทรัพย์สมบัติข้าวของของท่านผู้อื่น คืออย่าลักขโมย อย่าฉ้อโกง อย่าเบียดบังเอาข้าวของของท่านผู้อื่น ตรงภาษาบาลที่ว่า อทินฺนาทานาเวรมณี ฯ
  3. คือ อย่าแย่งชิงลักลอบด้วยอำนาจของกายในหญิงที่ท่านหวงห้าม ตรงภาษาบาลีที่ว่า กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณีฯ

ประพฤติดีด้วยวาจา 4 ประเภท

(วจีกรรม 4 ประเภท) นั้นได้แก่

  1. คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำที่สัตย์ที่จริง ให้เว้นจากวาจาที่เท็จไม่จริงเสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า มุสาวาทาเวรมณี ฯ
  2. คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำอันสมานประสานสามัคคีให้ท่านดีต่อกัน ให้เว้นวาจาส่อเสียดยุยงเสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า ปิสุณายาวาจาเวรมณีฯ
  3. คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำอันอ่อนโยน ให้เกิดความยินดีแก่ผู้ฟัง ให้งดเว้นวาจาที่หยาบคายขึ้นกูขึ้นมึง บริภาษตัดพ้อหยาบๆ คายๆ ให้ผู้ฟังได้รับความเดือดร้อนต่างๆ เสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า ผรุสฺสายวาจายเวรมณี ฯ
  4. คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำที่เป็นไปกับด้วยประโยชน์ ให้เว้นวาจาที่เหลวไหล คือพูดเล่นหาประโยชน์มิได้เสีย ตรงกับภาษาลีที่ว่า สมฺผปฺปลาปาวาจายเวรมณี ฯ

 ประพฤติดีด้วยใจ 3 ประเภท

ประพฤติดีด้วยใจ 3 ประเภท (มโนกรรม 3 ประเภท) นั้นคือ
  1. คือ ให้ระวังเจตนากรรม ให้สัมประยุตต์ด้วยเมตตาอยู่เสมอ คือ ความดำริของใจ อย่าให้ลุอำนาจแห่งโลภะ คืออย่าเพ่งเอากิเลสกามและวัตถุกามของท่านผู้อื่น ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า อนภิชฺฌา โหติฯ
  2. คือ ให้ระวังเจตนากรรมให้สัมประยุตต์ด้วยกรุณาอยู่ทุกเมื่อ อย่าให้โทสะ พยาบาท เข้าครอบงำได้ ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า อพฺพยาปาโท โหติฯ
  3. คือ ให้ระวังเจตนากรรมให้สัมประยุตต์ด้วย มุทิตา อุเบกขา อยู่ทุกเมื่อ อย่าให้ไหลไปในทางผิด ให้เห็นตรงตามคลองธรรมทั้ง 10 นี้อยู่ทุกเมื่อ ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า สมฺมทิฎฺฐิโก โหติฯ

วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

ประเภทของกิเลส10

ประเภทของกิเลส
1.อโนตตัปปะ ความไม่รู้สึกตื่นกลัวต่อการทุจริต
2.โทสะ ความโมโห โกรธ ความไม่พอใจ
3.โมหะ ความหลงใหล ความโง่
4.อุทธัจจะ ความฟุ้งซ่านไปต่างๆนานา
5.ทิฏฐิ ความเห็นผิดเป็นชอบ
6.วิจิกิจฉา ความเคลือบแคลงใจ สงสัย ไม่แน่ใจ ลังเลใจ ในสิ่งที่ควรเชื่อ
7.โลภะ ความพอใจ ชอบพอ เต็มใจ ในโลกียอารมณ์ต่างๆ
8.ถีนะ ความหดหู่ เงียบเหงา
9.อหิริกะ ความไม่ละอายต่อการกระทำผิด ทุจริต
10.มานะ ความ ทะนงตน ถือตัว เย่อหยิ่ง
ความเป็นตัวตน
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%AA

วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เทวดาชั้นจาตุมมหาราชโดยฐานะ ๑๐

มหาราชทั้ง ๔ ในชั้นนั้น ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยทานเป็นอดิเรก
 ทำบุญกิริยาวัตถุที่สำเร็จด้วยศีลเป็นอดิเรก ย่อมก้าวล่วง
เทวดาชั้นจาตุมมหาราชโดยฐานะ ๑๐ ประการ คือ
  1. อายุทิพย์
  2. วรรณทิพย์
  3. สุขทิพย์
  4. ยศทิพย์
  5. อธิปไตยทิพย์
  6. รูปทิพย์
  7. เสียงทิพย์
  8. กลิ่นทิพย์
  9. รสทิพย์
  10. โผฏฐัพพทิพย์ ฯ
ปุญญกิริยาวัตถุสูตร

http://84000.org/tipitaka/pitaka_item/v.php?B=23&A=4992&Z=5046&pagebreak=0

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บุคคล 10 จำพวก


ทสกนิทเทส
ว่าด้วยบุคคล ๑๐ จำพวก
[๑๕๒] ความสำเร็จ ในกามาวจรภูมินี้ ของพระอริยบุคคล
๕ เจ้าพวกนี้ เหล่าไหน ?
ความสำเร็จในกามาวจรภูมินี้ ของพระอริยบุคคล จำพวก
เหล่านี้ คือ.
๑. พระอริยบุคคลประเภท สัตตักขัตตุปรมะ
๒. พระอริยบุคคลประเภท โกลังโกละ
๓. พระอริยบุคคลประเภท เอกพีชี
๔. พระอริยบุคคลประเภท สกทาคามี
๕. ผู้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในอัตภาพนี้
ความละอัตภาพในกามาวจรนี้ไปแล้ว จึงสำเร็จ ของพระ-
อริยบุคคล ๕ จำพวก เหล่าไหน ?
ความละอัตภาพในกามาวจรนี้ไปแล้ว จึงสำเร็จของพระอริย-
บุคคล ๕ จำพวกเหล่านี้ คือ
๑. พระอริยบุคคลประเภท อันตราปรินิพพายี
๒. พระอริยบุคคลประเภท อุปหัจจปรินิพพายี
๓. พระอริยบุคคลประเภท อสังขารปรินิพพายี
๔. พระอริยบุคคลประเภท สสังขารปรินิพพายี
๕. พระอริยบุคคลประเภท อุทธังโสโต อกนิฏฐคามี

พระอภิธรรมปิฎก ธาตุกถา-บุคคลบัญญัติ เล่ม ๓ - หน้าที่ 460
การบัญญัติจำพวกบุคคลทั้งหลาย ย่อมมีด้วยบัญญัติ เพียงเท่านี้.
จบบุคคล ๑๐ จำพวก

วันจันทร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อสัทธรรม 10

อสัทธรรม ๑๐ อย่างดังนี้
๑. ทำลายความดีของผู้อื่น
๒. คะนอง
๓. ทะยานอยาก
๔. กินมาก
๕. ละโมภ
๖. ไม่กรุณา
๗. ไม่มีกำลัง*
๘. ส่งเสียงเอ็ดอึง
๙. หลงลืมสติ
๑๐. ทำการสะสม




*คำว่า “ไม่มีกำลัง” ที่พระพุทธเจ้ากล่าวถึง หมายถึงพระภิกษุที่
ไม่มีกำลังศรัทธา ไม่มีกำลังความ เพียร ไม่มีกำลังแห่งความละอายต่อบาป 
ไม่มีกำลังแห่งความเกรงกลัวต่อบาป ไม่มีกำลังสติ ไม่มีความ ตั้งใจมั่น
และไม่มีกำลังแห่งปัญญา

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=131612

วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

สัญญา 10

สัญญา 10

อนิจจสัญญา พิจารณาว่า
  • รูปไม่เที่ยง
  • เวทนาไม่เที่ยง
  • สัญญาไม่เที่ยง
  • สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง
  • วิญญาณไม่เที่ยง พิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยง ในอุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้เป็นอนิจจัง
  • อนัตตสัญญาพิจารณาว่า
  • จักษุเป็นอนัตตา
  • รูปเป็นอนัตตา
  • หูเป็นอนัตตา
  • เสียงเป็นอนัตตา
  • จมูกเป็นอนัตตา
  • กลิ่นเป็นอนัตตา
  • ลิ้นเป็นอนัตตา
  • รสเป็นอนัตตา
  • กายเป็นอนัตตา
  • โผฏฐัพพะเป็นอนัตตา
  • ใจเป็นอนัตตา
  • ธรรมารมณ์เป็นอนัตตา พิจารณาเห็นโดยความเป็นอนัตตา ในอายตนะทั้งหลาย ทั้งภายในและภายนอก ๖ ประการเหล่านี้ เป็นอนัตตา
อสุภสัญญาพิจารณากายนี้นั่นแล เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ เต็มด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆ ว่า ในกายนี้มีผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม เนื้อหัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร พิจารณาเห็นโดยความเป็นของไม่งามในกายนี้

อาทีนวสัญญาพิจารณาว่า กายนี้มีทุกข์มาก มีโทษมาก เพราะฉะนั้น อาพาธต่างๆ จึงเกิดขึ้นในกายนี้ คือ โรคตา โรคหู โรคจมูก โรคลิ้น โรคกาย โรคศีรษะ โรคที่ใบหู โรคปาก โรคฟัน โรคไอ โรคหืด โรคไข้หวัด โรคไข้พิษ โรคไข้เซื่องซึม โรคในท้อง โรคลมสลบ โรคบิด โรคจุกเสียด โรคลงราก โรคเรื้อน โรคฝี โรคกลาก โรคมองคร่อ โรคลมบ้าหมู โรคหิดเปื่อย โรคหิดด้าน โรคคุดทะราด หูด โรคละอองบวม โรคอาเจียนโลหิต โรคดีเดือด โรคเบาหวาน โรคเริม โรคพุพอง โรคริดสีดวง อาพาธมีดีเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีเสมหะเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีลมเป็นสมุฏฐาน อาพาธมีไข้สันนิบาต อาพาธอันเกิดแต่ฤดูแปรปรวน อาพาธอันเกิดแต่การบริหารไม่สม่ำเสมอ อาพาธอันเกิดแต่ความเพียรเกินกำลัง อาพาธอันเกิดแต่วิบากของกรรม ความหนาว ความร้อน ความหิว ความระหาย ปวดอุจจาระ ปวดปัสสาวะ พิจารณาเห็นโดยความเป็นโทษในกายนี้

ปหานสัญญาไม่ยินดี ละ บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ทำให้ถึงความไม่มี ซึ่งกามวิตกอันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินดี ละ บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ทำให้ถึงความไม่มี ซึ่งพยาบาทวิตกอันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินดี ละ บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งวิหิงสาวิตกอันเกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินดี ละ บรรเทา ทำให้หมดสิ้นไป ให้ถึงความไม่มี ซึ่งอกุศลธรรมทั้งหลายอันชั่วช้า ที่เกิดขึ้นแล้ว (พิจารณาเห็นว่าวิตกทั้งสองคือกามวิตก และพยาบาทวิตกคือการจองเวรเป็นเหตุให้จิตยินดีในการเวียนว่ายตายเกิดและอวิหิงสาเป็นเหตุให้รับวิบากกรรมในขณะเวียนว่ายตายเกิด)

วิราคสัญญาพิจารณาว่าธรรมชาตินั่นสงบ ธรรมชาตินั่นประณีต คือธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ธรรมเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง (อุปธิ = ที่ตั้งแห่งทุกข์ ) ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา ธรรมเป็นที่สำรอกกิเลส ธรรมชาติเป็นที่ดับกิเลสและกองทุกข์ (ซึ่งก็คือสภาวะของพระนิพพานที่สัมผัสได้ในขณะที่มีชีวิตอยู่นั่นเอง )

นิโรธสัญญาพิจารณาว่า ธรรมชาตินั่นสงบ ธรรมชาตินั่นประณีต คือธรรมเป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ธรรมเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง ธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา ธรรมเป็นที่ดับโดยไม่เหลือ ธรรมชาติเป็นที่ดับกิเลสและกองทุกข์ (วิราคะ และนิโรธ ล้วนเป็นชื่อหนึ่งของพระนิพพาน โดยวิราคะเน้นที่ความสำรอกกิเลส คือการไม่ปรุงแต่งในสิ่งภายนอกราบเรียบเสมอกัน ส่วนนิโรธเน้นที่ความดับไม่เหลือของกิเลส คือการไม่ยึดติดในสิ่งภายในว่าไม่ใช่ตัวกูของกู)

สัพพโลเกอนภิรตสัญญา การกำหนดหมายในความไม่น่าเพลิดเพลินในโลกทั้งปวง ละอุบายและอุปาทานในโลก อันเป็นเหตุตั้งมั่น ถือมั่น และเป็นอนุสัยแห่งจิตย่อมงดเว้น ไม่ถือมั่น (การเห็นสิ่งที่ไม่งดงาม แต่สำคัญว่างดงามเพราะจิตเข้าไปปรุงแต่ง)

สัพพสังขาเรสุอนิจจสัญญาการกำหนดหมายในความไม่น่าปรารถนาในสังขารทั้งปวง ความอึดอัด ระอา เกลียดชังแต่สังขารทั้งปวง (การเห็นสิ่งทั้งปวงมีแต่แตกกระจายไป)
  • อานาปานสติ การนั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติไว้เฉพาะหน้า เธอเป็นผู้มีสติหายใจออก เป็นผู้มีสติหายใจเข้า เมื่อหายใจออกยาวก็รู้ชัดว่าหายใจออกยาว หรือเมื่อหายใจเข้ายาวก็รู้ชัดว่าหายใจเข้ายาว เมื่อหายใจออกสั้นก็รู้ชัดว่าหายใจออกสั้น หรือเมื่อหายใจเข้าสั้นก็รู้ชัดว่าหายใจเข้าสั้น

วันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ

บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ


บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ คือ
สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ หรือกล่าวอย่างง่ายๆว่า การกระทำที่เกิดเป็นบุญ เป็นกุศล แก่ผู้กระทำดังต่อไปนี้
๑. บุญสำเร็จได้ด้วยการบริจาคทาน (ทานมัย) คือการเสียสละนับแต่ทรัพย์ สิ่งของ เงินทอง ตลอดจนกำลังกาย สติปัญญา ความรู้ความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยส่วนรวม รวมถึงการละกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจ จนถึงการสละชีวิตอันเป็นสิ่งมีค่าที่สุดเพื่อการปฏิบัติธรรม

๒. บุญสำเร็จได้ด้วยการรักษาศีล (สีลมัย) คือการตั้งใจรักษาศีล และการปฏิบัติตนไม่ให้ละเมิดศีล ไม่ว่าจะเป็นศีล ๕ หรือศีล ๘ ของอุบาสกอุบาสิกา ศีล ๑๐ ของสามเณร หรือ ๒๒๗ ข้อของพระภิกษุ เพื่อรักษากาย วาจา และใจ ให้บริสุทธิ์สะอาด พ้นจากกายทุจริต ๔ ประการ คือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักทรัพย์ ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม และเสพสิ่งเสพติดมึนเมา อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท วจีทุจริต ๔ ประการ คือไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดปด ไม่พูดเพ้อเจ้อ และไม่พูดคำหยาบ มโนทุจริต ๓ ประการ คือ ไม่หลงงมงาย ไม่พยาบาท ไม่หลงผิดจากทำนองคลองธรรม

๓. บุญสำเร็จได้ด้วยการภาวนา (ภาวนามัย ) คือการอบรมจิตใจในการละกิเลส ตั้งแต่ขั้นหยาบไป จนถึงกิเลสอย่างละเอียด ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นโดยใช้สมาธิปัญญา รู้ทางเจริญและทางเสื่อม จนเข้าใจอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เป็นทางไปสู่ความพ้นทุกข์ บรรลุมรรค ผล นิพพานได้ในที่สุด

๔. บุญสำเร็จได้ด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ (อปจายนมัย) คือการให้ความเคารพ ผู้ใหญ่และผู้มีพระคุณ ๓ ประเภท คือ ผู้มี วัยวุฒิ ได้แก่พ่อแม่ ญาติพี่น้องและผู้สูงอายุ ผู้มี คุณวุฒิ หรือคุณสมบัติ ได้แก่ ครูบาอาจารย์ พระภิกษุสงฆ์ และผู้มี ชาติวุฒิ ได้แก่พระมหากษัตริย์ และเชื้อพระวงศ์

๕. บุญสำเร็จได้ด้วยการขวนขวายในกิจการที่ชอบ (เวยยาวัจจมัย) คือ การกระทำสิ่งที่เป็นคุณงามความดี ที่เกิดประโยชน์ต่อคนส่วนรวม โดยเฉพาะทางพระพุทธศาสนา เช่น การชักนำบุคคลให้มาประพฤติปฏิบัติธรรม มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น ในฝ่ายสัมมาทิฎฐิ

๖. บุญสำเร็จได้ด้วยการให้ส่วนบุญ (ปัตติทานมัย) คือ การอุทิศส่วนบุญกุศลที่ได้กระทำไว้ ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง การบอกให้ผู้อื่นได้ร่วมอนุโมทนาด้วย ทั้งมนุษย์และอมนุษย์ ได้ทราบข่าวการบุญการกุศลที่เราได้กระทำไป

๗. บุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนา (ปัตตานุโมทนามัย) คือ การได้ร่วมอนุโมทนา เช่น กล่าวว่า “สาธุ” เพื่อเป็นการยินดี ยอมรับความดี และขอมีส่วนร่วมในความดีของบุคคลอื่น ถึงแม้ว่าเราไม่มีโอกาสได้กระทำ ก็ขอให้ได้มีโอกาสได้แสดงการรับรู้ด้วยใจปีติยินดีในบุญกุศลนั้น ผลบุญก็จะเกิดแก่บุคคลที่ได้อนุโมทนาบุญนั้นเองด้วย

๘. บุญสำเร็จได้ด้วยการฟังธรรม (ธัมมัสสวนมัย) คือ การตั้งใจฟังธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน หรือที่เคยฟังแล้วก็รับฟังเพื่อได้รับความกระจ่างมากขึ้น บรรเทาความสงสัยและทำความเห็นให้ถูกต้องยิ่งขึ้น จนเกิดปัญญาหรือความรู้ก็พยายามนำเอาความรู้และธรรมะนั้นนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สู่หนทางเจริญต่อไป

๙. บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม (ธัมมเทสนามัย) คือ การแสดงธรรมไม่ว่าจะเป็นรูปของการกระทำ หรือการประพฤติปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ ในทางที่ชอบ ตามรอยบาทองค์พระศาสดา ให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่บุคคลอื่น หรือการนำธรรมไปขัดเกลากิเลสอุปนิสัยเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น ให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา มาประพฤติปฏิบัติธรรมต่อไป

๑๐. บุญสำเร็จได้ด้วยการทำความเห็นให้ตรง (ทิฏฐชุกัมม์) คือ ความเข้าใจในเรื่อง บาป บุญ คุณ โทษ สิ่งที่เป็นแก่นสารสาระหรือที่ไม่ใช่แก่นสารสาระ ทางเจริญทางเสื่อม สิ่งอันควรประพฤติสิ่งอันควรละเว้น ตลอดจนการกระทำความคิดความเห็นให้เป็นสัมมาทิฏฐิอยู่เสมอ

บุญกิริยาวัตถุทั้ง ๑๐ ประการนี้ ผู้ใดได้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือยิ่งมากจนครบ ๑๐ ประการแล้ว ผลบุญย่อมเกิดแก่ผู้ได้กระทำมากตามบุญที่ได้กระทำ ยิ่งได้มีการเตรียมกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ ตั้งใจจรดเข้าสู่ศูนย์กลางกาย หยุดในหยุด เข้าไปแล้วก็ยิ่งได้รับบุญมหาศาลตามความละเอียดประณีตที่เข้าถึงยิ่งๆ ขึ้นไป
ที่มา
http://www.dhammakaya.org/dhamma/boon01.php
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=138455

อสุภะ10 อย่าง

อสุภ (อ่านว่า อะสุบ, อะสุบพะ) แปลว่า ไม่งาม ไม่สวย ไม่ดี คือไม่น่าชื่นชม น่าเกลียด น่าระอา ใช้ว่า อสุภะ ก็ได้
อสุภ ในคำวัดใช้หมายถึงซากศพในสภาพต่างๆ ซึ่งท่านกำหนดเป็นอารมณ์กรรมฐาน ได้กล่าวไว้โดยรวม 10 อย่างคือ
  1. อุทธุมาตกะ ซากศพทีพองขึ้นอืด
  2. วินีลกะ ซากศพที่เขียวคล้ำ
  3. วิปุพพกะ ซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลเยิ้ม
  4. วิจฉิททกะ ซากศพที่ขาดกลางตัว
  5. วิกขายิตกะ ซากศพที่ถูกสัตว์กัดกิน
  6. วิกขิตตกะ ซากศพที่มีมือ เท้า ศีรษะขาดหายไป
  7. หตวิกขิตตกะ ซากศพที่ถูกบั่นเป็นท่อนๆ
  8. โลหิตกะ ซากศพที่ถูกประหารมีเลือดไหลนอง
  9. ปุฬุวกะ ซากศพที่เน่าเฟะคลาคล่ำด้วยตัวหนอน
  10. อัฏฐิกะ ซากศพที่เหลือแต่โครงกระดูก
อสุภ นิยมใช้คู่กับคำอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกัน เช่น อสุภกถา อสุภกรรมฐาน อสุภนิมิต อสุภาวนา อสุภสัญญา

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

อนุสสติทั้ง 10

อนุสสติ ๑๐

          
อนุสสติ
  แปลว่า  "ตามระลึกถึง"  กรรมฐานกองนี้ เป็นกรรมฐานที่ตามระลึกนึกถึง
มีกำลังสมาธิไม่เสมอกัน  บางหมวดก็มีสมาธิเพียงอุปจารฌาน บางหมวดก็มีสมาธิถึงปฐมฌาน
บางหมวดก็มีสมาธิถึงฌาน ๔ และฌาน ๕ กำลังของกรรมฐานกองนี้มีกำลังไม่เสมอกันดังนี้ เมื่อถึง
กรรมฐานหมวดใดมีกำลังเท่าใด จะได้เขียนไว้เพื่อทราบ อนุสสติทั้ง ๑๐ อย่างนี้ ก็เหมาะแก่อารมณ์
ของนักปฏิบัติไม่ใช่อย่างเดียวกัน บางหมวดก็เหมาะแก่ท่านที่หนักไปในสัทธาจริต  บางหมวด
ก็เหมาะแก่ท่านที่หนักไปในวิตกและโมหะจริต บางหมวดก็เหมาะแก่ท่านที่หนักไปใน ราคจริตกองใด
หมวดใดเหมาะแก่ท่านที่หนักไปในจริตใด  ก็จะได้เขียนบอกไว้เพื่อทราบเมื่อถึงกองนั้น ๆ  อนุสสตินี้
มีชื่อและอาการรวม ๑๐ อย่างด้วยกัน จะได้นำชื่อแห่งอนุสสติทั้งหมดมาเขียนไว้เพื่อทราบดังต่อไปนี้

          ๑. พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
          ๒. ธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณพระธรรมเป็นอารมณ์
          ๓. สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณพระสงฆ์เป็นอารมณ์
          ๔. สีลานุสสติ ระลึกถึงคุณศีลเป็นอารมณ์
          ๕. จาคานุสสติ ระลึกถึงผลของทานการบริจาคเป็นอารมณ์
          ๖. เทวานุสสติ ระลึกถึงความดีของเทวดาเป็นอารมณ์
             (อนุสสติทั้ง ๖ กองนี้ เหมาะแก่ท่านที่หนักไปในสัทธาจริต)
          ๗. มรณานุสสติ ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์
          ๘. อุปสมานุสสติ ระลึกถึงความสุขในพระนิพพานเป็นอารมณ์  
             (อนุสสติ ๒ กองนี้ เหมาะแก่ท่านที่หนักไปในพุทธจริต)
          ๙. กายคตานุสสติ เหมาะแก่ท่านที่หนักไปในราคจริต
          ๑๐. อานาปานานุสสติ เหมาะแก่ท่านที่หนักไปในโมหะและวิตกจริต
          อนุสสติทั้ง ๑๐ นี้ เหมาะแก่อัชฌาสัยของนักปฏิบัติแต่ละอย่างดังนี้ ขอท่านนักปฏิบัติ
พึงทราบ และเลือกปฏิบัติให้พอเหมาะพอดีแก่อัชฌาสัยของตน จะได้ผลเป็นสมาธิมีอารมณ์ตั้งมั่น
รวดเร็ว ไม่ล่าช้า

http://www.palungjit.com/smati/k40/anu.htm